
เกาะตาชัยหรือที่นักท่องเที่ยวขนานนามว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย” เคยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่งดงามที่สุดในทะเลอันดามัน ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างหมู่เกาะสิมิลันและหมู่เกาะสุรินทร์ ความโดดเด่นของเกาะแห่งนี้คือหาดทรายสีขาวละเอียดราวแป้งที่ทอดยาวกว่า 700 เมตร ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสสะอาด ทำให้เกาะตาชัยได้รับการยกย่องให้เป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน” อย่างแท้จริง



Table of Contents
ความงดงามที่ทำให้เกาะตาชัยเป็นที่รัก
ก่อนการปิดฟื้นฟูเกาะเป็นสวรรค์สำหรับผู้รักธรรมชาติและกิจกรรมทางทะเล หาดทรายของเกาะไม่ได้มีเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากอย่าง “ปูไก่” (Hairy Leg Mountain Crab) ซึ่งเป็นปูน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีเสียงร้องคล้ายไก่ และยังเป็นจุดดำน้ำตื้น (Snorkeling) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นปลาทะเลหลากชนิด รวมถึงฉลามครีบดำและกระเบนราหูได้ในบางโอกาส

ชื่อของเกาะมีที่มาจากเรื่องเล่าที่ว่า “ตาชัย” เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้ แต่ในอดีตคนท้องถิ่นเคยเรียกเกาะนี้ว่า “เกาะบัว” เนื่องจากมีดอกบัวขึ้นอยู่ในแหล่งน้ำจืดบนเกาะ
สาเหตุของการปิดฟื้นฟู: เมื่อความงามถูกคุกคาม
ความนิยมอย่างล้นหลามของเกาะในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้นำมาซึ่งปัญหาที่เรียกว่า “นักท่องเที่ยวล้นเกิน” (Over-tourism) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบางของเกาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวปะการังที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากกิจกรรมการท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติบนเกาะเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงได้ประกาศปิด เกาะตาชัย อย่างไม่มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) เพื่อให้ธรรมชาติได้มีโอกาสฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งการปิดฟื้นฟูนี้กินเวลานานเกือบ 9 ปี
ข่าวดีของการกลับมา: การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
หลังจากการปิดฟื้นฟูมาอย่างยาวนาน ล่าสุดในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ได้มีข่าวดีที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการท่องเที่ยว โดยกรมอุทยานฯ ได้พิจารณาและวางแผนที่จะเปิดเกาะตาชัยให้เข้าชมอีกครั้งในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026)
อย่างไรก็ตาม การกลับมาครั้งนี้จะมาพร้อมกับมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย โดยจะมีการ จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 100 คนต่อวัน และอนุญาตให้เข้าชมได้เพียง 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด เช่น การนั่งเล่นและพักผ่อนบนชายหาดเท่านั้น การจำกัดจำนวนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อให้ “ไข่มุกแห่งอันดามัน” นี้คงความงดงามไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมต่อไป
