
ปรากฏการณ์ ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) เป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดที่ท้องทะเลไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะในพื้นที่ ทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางธรรมชาติที่สำคัญของโลก ในช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง 2568 สถานการณ์ดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และแนวทางการรับมือเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล
Table of Contents
สถานการณ์ปะการังฟอกขาวในทะเลอันดามัน (2567-2568)
จากการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าในปี พ.ศ. 2567 ทะเลอันดามันเผชิญกับการฟอกขาวของปะการังในระดับที่น่ากังวล โดยมีอัตราการฟอกขาวสูงสุดเฉลี่ยถึงร้อยละ 55 ของพื้นที่สำรวจ แม้ว่าในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในบางพื้นที่ แต่อัตราการตายของปะการังยังคงอยู่ในระดับสูง
| ตัวบ่งชี้สถานการณ์ | ข้อมูลสถิติ (โดยประมาณ) | หมายเหตุ |
| อัตราการฟอกขาวสูงสุด (ปี 2567) | 55% | พบมากในบริเวณน้ำตื้น |
| อัตราการฟื้นตัว (ปี 2568) | 60% – 70% | ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการรบกวน |
| อัตราการตายจากการฟอกขาว | 30% – 40% | ปะการังโขดและปะการังเขากวางได้รับผลกระทบหนัก |
| อุณหภูมิน้ำทะเลสูงสุด | > 30°C | สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างต่อเนื่อง |
สาเหตุหลักของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการฟอกขาวคือ สภาวะความเครียดของปะการัง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างกะทันหัน โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:
1.ภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์เอลนีโญ: การสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลในทะเลอันดามันพุ่งสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นขีดจำกัดที่ปะการังจะทนได้
2.การสูญเสียสาหร่ายซูแซนเทลลี: เมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้น ปะการังจะขับสาหร่าย ซูแซนเทลลี (Zooxanthellae) ซึ่งอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อและทำหน้าที่สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้ออกไป เมื่อสูญเสียสาหร่ายที่มีสีสัน ปะการังจึงเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสที่มองเห็นโครงสร้างหินปูนสีขาวด้านล่าง

3.มลพิษและการรบกวนจากมนุษย์: ขยะทะเล น้ำเสียจากชุมชน และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสม เช่น การทอดสมอเรือบนแนวปะการัง หรือการสัมผัสปะการัง ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ปะการังอ่อนแอและฟื้นตัวได้ยากขึ้น
ผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ
ผลกระทบจากการฟอกขาวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงามที่หายไป แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของมนุษย์:
“ปะการังเปรียบเสมือนป่าฝนใต้สมุทร หากปะการังตายลง ระบบนิเวศทั้งหมดที่พึ่งพาอาศัยแนวปะการังก็จะล่มสลายตามไปด้วย”
•การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย: แนวปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนและที่หลบภัยของปลาเศรษฐกิจหลายชนิด เมื่อปะการังตายลง ความหลากหลายทางชีวภาพจะลดลงอย่างรวดเร็ว
•ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว: ทะเลอันดามันเป็นจุดหมายปลายทางของนักดำน้ำทั่วโลก การเสื่อมโทรมของแนวปะการังส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่
•ความมั่นคงทางอาหาร: ปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านและห่วงโซ่อาหารทะเล ทำให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้นและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟู
การแก้ไขปัญหาปะการังฟอกขาวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับบุคคล:
•การปิดจุดดำน้ำชั่วคราว: กรมอุทยานแห่งชาติฯ มักประกาศปิดพื้นที่ที่มีการฟอกขาวรุนแรงเพื่อให้ปะการังได้พักฟื้นโดยไม่มีการรบกวนจากกิจกรรมมนุษย์
•การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์: การลดการใช้พลังงานและพลาสติกช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นต้นเหตุของน้ำทะเลร้อน
•การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ: นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่สัมผัสหรือเหยียบย่ำปะการัง และเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการัง (Reef Safe)
